ข่าวคราว ความรู้ที่น่าสนใจ

 
 
 
แนวคิดและรูปแบบเกี่ยวกับการวิจัยในชั้นเรียน
สุวัฒนา สุวรรณเขตนิคม

     
     การวิจัยในชั้นเรียน คือ กระบวนการแสวงหาความรู้อันเป็นความจริงที่เชื่อถือได้ในเนื้อหาเกี่ยวกับการ
พัฒนาการจัดการเรียนการสอน เพื่อการพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนในบริบทของชั้นเรียน

     การวิจัยในชั้นเรียนมีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่การพัฒนางานการจัดการเรียนการสอนของครู ลักษณะของ
การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action  Research) คือ เป็นการวิจัยควบคู่ไปกับการปฏิบัติงานจริง
โดยมีครูเป็นทั้งผู้ผลิตงานวิจัย  และผู้บริโภคผลการวิจัย  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือครูเป็นนักวิจัยในชั้นเรียน
ครูนักวิจัยจะตั้งคำถามที่มีความหมายในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน แล้วจะวางแผนการปฏิบัติงาน
และการวิจัย หลักจากนั้นครูจะดำเนินการการจัดการเรียนการสอนไปพร้อมๆ กับทำการจัดเก็บข้อมูลตาม
ระบบข้อมูลที่ได้วางแผนการวิจัยไว้  นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์สรุปผลการวิจัย  นำผลการวิจัยไปใช้ในการ
พัฒนาการจัดการเรียนการสอนแล้วจะพัฒนาข้อความรู้ที่ได้นั้นต่อไปให้มีความถูกต้องเป็นสากลและเป็น
ประโยชน์มากยิ่งขึ้นต่อการพัฒนาการเรียนการสอนเพื่อการพัฒนานักเรียนของครูให้มีคุณภาพยิ่งๆ ขึ้นไป

    โดยทั่วไปแล้วประชากรเป้าหมายของการวิจัยในชั้นเรียนจะถูกจำกัดเป็นกลุ่มนักเรียนในความ
รับผิดชอบของครูนักวิจัยเท่านั้น และข้อความรู้ที่ได้มักจะมีความเฉพาะคือจะเกี่ยวกับสภาพปัญหาและ
ผลการพัฒนานักเรียนในชั้นเรียนของครูนักวิจัยเป็นสำคัญ

<UP>

การวิจัยในชั้นเรียนมีความสำคัญอย่างไร

    การทำวิจัยในชั้นเรียนนั้นจะช่วยให้ครูมีวิถีชีวิตของการทำงานครูอย่างเป็นระบบเห็นภาพของงาน
ตลอดแนว มีการตัดสินใจที่มีคุณภาพเพราะจะมองเห็นทางเลือกต่างๆ ได้กว้างขวางและลึกซึ้งขึ้น แล้ว
จะตัดสินใจเลือกทางเลือกต่างๆอย่างมีเหตุผลและสร้างสรรค์ ครูนักวิจัยจะมีโอกาสมากขึ้นในการ
คิด
ใคร่ครวญเกี่ยวกับเหตุผลของการปฏิบัติงานและครูจะสามารถบอกได้ว่างานการจัดการเรียนการ
สอน
ที่ปฏิบัติไปนั้นได้ผลหรือไม่เพราะอะไร   นอกจากนี้ครูที่ใช้กระบวนการวิจัยในการพัฒนากระบวน
การเรียนการสอนนี้จะสามารถควบคุม  กำกับ  และพัฒนาการปฏิบัติงานของตนเองได้อย่างดี เพราะ
การทำงาน  และผลของการทำงานนั้นล้วนมีความหมาย และคุณค่าสำหรับครูในการพัฒนานักเรียน
ผลจากการทำวิจัยในชั้นเรียนจะช่วยให้ครูได้ตัวบ่งชี้ที่เป็นรูปธรรมของผลสำเร็จในการปฏิบัติงานของ
ครูอันจะนำมาซึ่งความรู้ในงานและความปิติสุขในการปฏิบัติงานที่ถูกต้องของครู


    เป็นที่คาดหวังว่า เมื่อครูผู้สอนได้ทำการวิจัยในชั้นเรียนควบคู่ไปกับการปฏิบัติงานสอนอย่าง
เหมาะสมแล้วจะก่อให้เกิดผลดีต่อวงการศึกษา และวิชาชีพครูอย่างน้อย 3 ประการ คือ

  (1)  นักเรียนจะมีการเรียนรู้ที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
  (2) วงวิชาการการศึกษาจะมีข้อความรู้และ/หรือนวตกรรมทาง การจัดการเรียนการสอนที่
เป็นจริงเกิดมากขึ้นอันจะเป็นประโยชน์ต่อครูและเพื่อนครูในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนเป็น
อย่างมาก และ
  (3) วิถีชีวิตของครู หรือวัฒนธรรมในการทำงานของครู จะพัฒนาไปสู่ความเป็นครูมืออาชีพ
(Professional Teacher)มากยิ่งขึ้นทั้งนี้เพราะครูนักวิจัยจะมีคุณสมบัติของการเป็นผู้แสวงหา
ความรู้หรือผู้เรียน (Learner) ในศาสตร์แห่งการสอนอย่างต่อเนื่องและมีชีวิตชีวา จนในที่สุดก็จะ
เป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจที่กว้างขวาง   และลึกซึ้งในศาสตร์และศิลป์แห่งการสอนเป็นครูที่มี
วิทยายุทธแกร่งกล้าในการสอนสามารถที่จะสอนนักเรียนให้พัฒนาก้าวหน้าในด้านต่างๆ ในหลาย
บริบทหรือที่เรียกว่าเป็นครูผู้รอบรู้ หรือครูปรมาจารย์ (Master Teacher)ซึ่งถ้ามีปริมาณครูนักวิจัย
ดังกล่าวมากขึ้นจะช่วยให้การพัฒนาวิชาชีพครูเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และมั่นคง
  ในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันว่าการวิจัยในชั้นเรียนจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาวิถีชีวิต
ของครู เพื่อให้ครูพัฒนาไปสู่ความเป็นครูมืออาชีพในสังคมวิชาการของวิชาชีพครู

<UP>

รูปแบบของการวิจัยในชั้นเรียน
 
การวิจัยในชั้นเรียนนั้นมีลักษณะเฉพาะที่เป็นการวิจัยเพื่อพัฒนางานการจัดการเรียนการสอน
รูปแบบของการวิจัยในชั้นเรียนนั้นเป็นโปรแกรมการวิจัย (Research Program) แบบการวิจัยและ
การพัฒนา (Research and Development) โดยเน้นสาระความรู้ที่เป็นประโยชน์ในการเข้าใจ
สภาพปัญหาและวิธีการแก้ไข ตลอดจนนวตกรรมในการพัฒนางานตามสภาพที่เป็นจริงในกระบวนการ
ของการพัฒนางานนั้นมีขั้นตอนใหญ่ๆ 4 ขั้นตอนกล่าวคือ
  (1) การกำหนดเป้าหมายของการพัฒนาที่ต้องการหรือกำหนดสภาวะที่เรียกว่าพัฒนาแล้วให้
ชัดเจน
  (2) การประเมินสภาวะเริ่มต้น เพื่อดูสภาพหรือสภาวะในปัจจุบันนี้ว่ามีลักษณะอย่างไรและ
แตกต่างจากสภาวะเป้าหมายที่ต้องการในลักษณะใด
  (3) การวางกระบวนการและการดำเนินการพัฒนา และปรับปรุงแก้ไขไปเรื่อยๆ โดยมี
ขั้นตอนย่อย คือ
       (3.1) การพิจารณาทางเลือกต่างๆ ในการเปลี่ยนแปลงจากสภาวะเริ่มต้นไปสู่สภาวะ
  เป้าหมาย
       (3.2) การประเมินทางเลือกต่างๆ เพื่อตัดสินใจเลือกทางที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุด
  ในการพัฒนา
       (3.3) การดำเนินการพัฒนาตามแผนของทางเลือกที่เลือกไว้    
       (3.4) การติดตามกำกับและประเมินการดำเนินงานเพื่อให้รู้ว่า การพัฒนากำลังเป็นไป
ในทิศทาง และลักษณะที่ต้องการใช่หรือไม่ และเพื่อให้รู้ว่าจะต้องปรับเปลี่ยนอะไรอีกเพื่อให้
ไปสู่เป้าหมายที่ต้องการอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ผลจากขั้นนี้จะทำให้ได้แผนดำเนินการใน
ระยะต่อไป อันเป็นแผนที่ปรับปรุงพัฒนาจากขั้น (3.3)
       (3.5) การดำเนินการพัฒนาตามแผนฉบับที่ปรับปรุง
       (3.6) ติดตามกำกับและประเมินการทำงานตามแผนฉบับปรับปรุง
 

(4) การประเมินผลรวมสรุปว่า ได้บรรลุเป้าหมายของการพัฒนามากน้อยเพียงใด

<UP>

 
เมื่อนำกระบวนการพัฒนาดังกล่าวมาพิจารณาร่วมกับโปรแกรมการวิจัยในชั้นเรียนแล้วรูปแบบ
ของการวิจัยในชั้นเรียน เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน เพื่อ
พัฒนาผู้เรียนในด้านใดด้านหนึ่ง ภายใต้บริบทหนึ่งน่าจะเป็นโปรแกรมการวิจัยที่มีระยะของการทำวิจัย
อย่างน้อย 3 ระยะ ดังนี้คือ
  - ระยะแรก เป็นการวิจัยเพื่อวิเคราะห์สภาพปัจจุบัน ปัญหาของการเรียนและการจัดการเรียน
การสอนการวิจัยในระยะนี้ ครูควรมองภาพเป้าหมายของการพัฒนาซึ่งอาจมีลักษณะเป็นขั้นหรือเส้น
พัฒนาการของผู้เรียนในด้านต่างๆ ให้ชัดเจน ความรู้ส่วนนี้จะมาจากการศึกษาเอกสารหลักสูตร คู่มือ
การสอน แบบเรียนต่างๆ เป้าหมายของการพัฒนา และเส้นพัฒนาการนี้จะเป็นกรอบทฤษฎีที่สำคัญ
ที่จะใช้เป็นเกณฑ์หรือเป็นกรอบในการวิเคราะห์สภาพปัจจุบัน ปัญหาอันเป็นสภาวะเริ่มต้นก่อนการ
พัฒนา (baseline) การวิเคราะห์สภาพปัจจุบันปัญหานี้ อาจใช้การวิจัยเข้าสำรวจ โดยใช้ข้อมูล
ทุติยภูมิในระบบข้อมูลของห้องเรียนและในโรงเรียนที่มีอยู่แล้ว เช่นคะแนนผลการเรียน และข้อมูล
ต่างๆ จากสมุดพก ข้อมูลจากหน่วยแนะแนวและฝ่ายกิจการนักเรียนของโรงเรียน หรือข้อมูลภูมิหลัง
ของนักเรียนที่โรงเรียนได้บันทึกไว้แล้วเป็นต้น นอกจากนี้ นักวิจัยยังอาจทำการศึกษากรณี (Case
Study) นักเรียนกลุ่มต่างๆ ที่น่าสนใจเพื่อให้ได้ภาพที่ถูกต้องครบถ้วนของสภาวะเริ่มต้นของปัญหา
ในการเรียนและการจัดการเรียนการสอน รวมทั้งสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อันจะนำไปสู่ทางเลือกต่างๆ
ในการแก้ไขปัญหา
  - ระยะที่สอง เป็นการวิจัยเพื่อทดลองวิธีการพัฒนา หรือนวตกรรมทางการเรียนการสอนจาก

ผลการวิจัยในระยะที่ 1 นักวิจัยจะสามารถระบุปัญหาจริงที่สมควรได้รับการแก้ไขและพัฒนา ทางเลือก
ในการแก้ไขและพัฒนานี้อาจจะเป็นวิธีการจัดการเรียนการสอนแบบใหม่หรือการใช้นวตกรรมเข้ามา
ช่วยในการจัดกิจกรรม ในระยะที่สองนี้ นักวิจัยจะสร้างวิธีการ และเครื่องมือ หรือนวตกรรมที่จะใช้ใน
การพัฒนาแล้วทำการศึกษาคุณภาพของวิธีการหรือ นวตกรรม ดังกล่าวใน 2 ลักษณะ คือลักษณะแรก
เป็นการศึกษาคุณภาพ  โดยการพัฒนาความเหมาะสมตามเหตุผล  ซึ่งอาจขอความร่วมมือจากเพื่อน
ครูศึกษานิเทศ และผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นช่วยพิจารณาความเหมาะสมลักษณะที่สองเป็นการทดลอง
ใช้สอนนักเรียนรูปแบบของการทดลองในระยะนี้ อาจเป็นแบบการทดลองกลุ่มเดียวโดยมีการสังเกต
พฤติกรรมเริ่มต้นของนักเรียนในช่วงเวลาหนึ่งแล้วทดลองใช้นวตกรรมหรือวิธีการสอนที่สร้างขึ้นมา
ใหม่ แล้วสังเกตพฤติกรรมสิ้นสุดอีกระยะหนึ่ง ต่อจากนั้นนำข้อมูลที่ได้จากการสังเกตพฤติกรรมเริ่มต้น
มาเปรียบเทียบกับพฤติกรรมสิ้นสุด เพื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักเรียนว่า เป็นไป
ตามที่คาดหวังไว้หรือไม่ แบบการทดลองในช่วงนี้มักเป็นแบบอนุกรมเวลา (Time Series Design)
ดังมีตัวอย่างแบบการจัดเก็บข้อมูลดังนี้

--------------------------------
O1 O2 O3 X O4 O5 O6
--------------------------------

  ผลจากการทดลองในระยะแรกนี้จะทำให้ครูนักวิจัยทราบว่าวิธีการหรือนวตกรรมที่สร้างขึ้นมา
นี้ใช้ได้ดีหรือไม่เพียงไรและจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขอย่างไร หลังจากนั้นก็จะทำการปรับปรุงแก้ไข
และทดลองใหม่จนผลการทดลองบ่งชี้ว่าสามารถพัฒนานักเรียนได้ตามที่คาดหวัง
  -ระยะที่สาม เป็นระยะที่ครูนักวิจัยต้องการพิสูจน์ความจริงที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับผลหรือ
วิธีการหรือนวตกรรมที่พัฒนาขึ้นมาต่อการเรียนของนักเรียน ในขั้นนี้ครูจะทำการวิจัยเชิงทดลอง โดย
จะมีกลุ่มควบคุมและมีการควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนต่างๆ ให้มากขึ้นเพื่อให้ผลการพิสูจน์มีความตรง
ความตรงภายนอกมากยิ่งขึ้นถ้าต้องการให้ความรู้ที่ได้มีความเป็นสากลภายในและมากยิ่งขึ้นควรทำ
การทดลองในหลายบริบท
  จากโปรแกรมการวิจัยที่มี 3 ระยะดังกล่าวจะเห็นได้ว่าการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อให้เกิดความรู้

ที่ชัดเจนเกี่ยวกับการพัฒนาที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่า  ได้ผลนั้นควรต้องใช้เวลาอย่างน้อยสัก 3 ปี  โดย
ใช้เวลาประมาณ 1 ปี ในแต่ละระยะดังนี้แล้ว ผลการทำวิจัยในชั้นเรียนจะทำให้เกิดการพัฒนา ผู้เรียน
ผู้สอน  และองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนตามที่คาดหวังที่สำคัญที่สุดคือตัวครูเองจะมี
การทำงานในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ การวางแผนที่ดี
ของครูจะทำให้ได้เห็นภาพของงานตลอดแนว ครูสามารถวางแผนงานได้ตรงตามหลักสูตร และสภาพ
ปัจจุบันปัญหาและเป็นแผนที่มีคุณค่าและมีความหมายสำหรับครู การเตรียมเครื่องมือต่างๆ ในการ
ทำงานจะเป็นไปอย่างมีความหมายการปฏิบัติการสอนของครูจะเป็นไปอย่างมีหลัก  มีเป้าหมายและ
มีชีวิตชีวา ในอีกมุมมองหนึ่งของวิถีชีวิตของการวิจัยในชั้นเรียนนี้ครูจึงเป็นนักเรียนในศาสตร์ของ
การสอนอยู่ตลอดเวลาและอย่างต่อเนื่อง  ส่วนสภาพชีวิตจริงของนักเรียนในชั้นเรียนและนอกชั้นจะ
กลายเป็นครูให้ครูได้ศึกษาและฝึกฝนวิทยายุทธอย่างสร้างสรรค์ในศาสตร์แห่งการสอน

  ครูนักวิจัยจะพัฒนาไปสู่ความเป็นครูมืออาชีพที่มีวิจารณญาณและเป็นอิสระเพราะสามารถ

ควบคุมกำกับการปฏิบัติงานของตัวเองได้อย่างถูกต้องเหมาะสม  และสร้างสรรค์  ครูจะมองเห็น
เป้าหมายของการทำงาน  มองเห็นภาพของงานตลอดแนวแล้วมองมือพัฒนา และปรับปรุงพัฒนา
การปฎิบัติงานไปเรื่อยๆ อย่างไม่สิ้นสุดด้วยความสุขในการทำงาน เพราะได้ประจักษ์ในผลของการ
ทำงานที่เกิดขึ้นกับนักเรียน และผลที่เกิดขึ้นในการ พัฒนาความเป็นนักวิชาชีพของตนเอง

 

สุวัฒนา สุวรรณเขตนิคม.(2538). แนวคิดและรูปแบบเกี่ยวกับการวิจัยในชั้นเรียน (หน้า 6-11)
ในลัดดา ภู่เกียรติ. (บรรณาธิการ). เส้นทางสู่การวิจัยในชั้นเรียน กรุงเทพมหานคร:

สำนักพิมพ์ บริษัทบพิธการพิมพ์.


<UP>