ประวัติความเป็นมา
เปิดขึ้นเพื่อดูแลเด็กที่ประสบปัญหา
เด็กยากจน เด็กที่ถูกทิ้ง เด็กพิการ เด็กที่มีปัญหาทั้งหลาย
ดำเนินการมาเป็นเวลา 23 ปี งานนี้เกิดขึ้น เมื่อชีวิตครูน้อย
เมื่อเล็กๆ เป็นเด็กที่ยากลำบาก ยากจน ฉะนั้น พอเวลาเติบโตขึ้นมา
ความรู้สึก เมื่อเล็กๆ เมื่อเราลำบาก ก็เตือนเราหรือทำใจเราให้อยากจะช่วยคนที่ลำบากเหมือนเราเมื่อเล็กๆ
จากที่ทำมามีปัญหาหรืออุปสรรคอะไรที่รู้สึกว่าหนัก
แรกๆ เกิดขึ้นมาอย่างยากลำบาก
คือ ครูมีเพียงบ้านเล็กๆ ในสวน เราจะเลี้ยงเขาอยู่ในใต้ถุนบ้าน
ซึ่งเป็นสวน ก็มีน้ำในท้องร่องเต็ม ค่าใช้จ่ายก็คือได้จากสามีในวันละ
20 บาทในตอนนั้น เพราะฉะนั้นในระยะแรกที่ดำเนินการ ครูตัวเองก็เสียสภาพอยู่ครึ่งตัว
เพราะว่า ครูผ่าตัด แล้วประสบปัญหา ระยะแรกปัญหา คือ สถานที่
คือ ค่าใช้จ่ายที่จะใช้กับเด็ก มาเมื่อระยะหนึ่ง 10 ปี ผ่านจากนั้นมาก็
เรื่องราวครู เริ่มแพร่หลายออกไปทางสื่อมวลชน ก็มีคนเริ่มช่วยเหลือขึ้นมาบ้าง
ปัญหาก็ยังคงมี สถานที่มีคนช่วยทำให้ดีขึ้น แต่ปัญหาเศรษฐกิจค่าใช้จ่าย
เพราะเด็กเริ่มเติบโต เราไม่ได้เลี้ยงเค้าแค่เขากินอย่างเดียว
เราส่งเค้าศึกษาเล่าเรียน ฉะนั้น สภาวะค่าใช้จ่ายก็มากขึ้น
เราก็อยู่กับความช่วยเหลือของพวกคุณอย่างเดียว ฉะนั้นปัญหาก็มีเรื่องค่าใช้จ่าย
ซึ่งไม่เพียงพอ ต้องวิ่งหายืม กู้หนี้ ยืมสินเค้าเยอะ ต่อจากนั้นเมื่อมีคนช่วยเหลือ
ปัญหาค่าใช้จ่ายก็ยังคงมี แต่ปัญหาตามมาก็คือ บ้านเรารถเข้าไม่ถึงบ้าน
ต้องเดินเข้ามา และรถมาเยี่ยมเยียน มาบริจาคของ ต้องไปจอดเกะกะแถวหน้าบ้านผู้คน
ปัญหาตามมาคือ ความไม่พอใจของผู้ที่มีฐานะ ซึ่งมีน้ำใจน้อย
ซึ่งเข้ามาอยู่แถวนี้เยอะ สมัยก่อนมีแต่คนจนทั้งนั้น แต่นับวันนี้เข้ามาซื้อที่ทางปลูกบ้าน
คนมีฐานะ เข้ามาอยู่เยอะ เราต้องยอมรับว่า เราไม่ได้เป็นที่ชื่นชอบของทุกคน
ปัญหาเกี่ยวกับรอบบ้าน ไม่พอใจที่เด็ก หนวกหู บางทีเล่นระเกะระกะกับเค้าบ้าง
เดินเหิน เพราะเด็กทุกคนไม่ได้นอนอยู่ในนี้ เราเป็นที่เลี้ยงที่ให้ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเขา
แต่ทุกคนไม่ได้นอนอยู่ที่นี่ บางคนจะนอนที่บ้านเขา บางคนจะนอนกับญาติ
บางคนจะนอนบ้านเช่า นอนแฟลต ที่เราจัดหาให้ เพราะนั้นย่อมมีการเดินทาง
เด็กๆ แน่นอนเราไม่สามารถจะไปจูงเค้ากลับที่พักได้ทุกคน เค้าไปกันเอง
ต้องมีส่งเสียง ระเกะระกะตามเรื่อง นี่คือปัญหาเล็กๆ น้อยที่ตามมา
จำนวนนักเรียนที่อยู่ในการดูแล
ขณะนี้ 123 คน ตั้งแต่เปิดบ้านมา
800 กว่าคน รวมที่ประกอบอาชีพไปแล้วมีหลายรุ่น รุ่นแรกตั้งแต่เปิดบ้าน
9 ปี ตั้งแต่เปิดบ้านไม่ได้เรียนหนังสือ สมัยก่อนเด็กกลุ่มนี้
หลักฐานไม่พร้อมมูลจะเข้าโรงเรียนไม่ได้ แต่เราพยายามที่จะติดตามหรือว่า
เรียกร้องให้เด็กเหล่านี้ได้เรียนหนังสือ ตั้งแต่ ปี พ.ศ.
2527 เราได้ทำเรื่องนี้ตลอด มาสำเร็จในปี พ.ศ. 2534 เด็กก็มีโอกาสได้เรียนหนังสือ
เรียนมาไม่ได้ประสบความสำเร็จทุกคน ที่จะได้ระดับปริญญา บางคนแค่
ม. 3 ก็เต็มที่ เนื่องจากสมองไม่ดี ไม่มีความพยายามในการเรียน
ฉะนั้น แค่ ม.3 ก็เรียนสารพัดช่าง แล้วก็ทำงานกัน ส่วนที่เรียนอยู่ทุกวันนี้ก็เป็นเด็กที่เรียนใช้ได้
มีความตั้งใจเรียน เรียนระดับปริญญาก็มีจากราชภัฎต่างๆ
ค่าใช้จ่ายในการเรียนของนักเรียนแต่ละคน
จากครูทั้งสิ้น ครูได้รับบริจาคจากผู้คนที่ทราบเรื่องราวเพราะ
ครูทำงานมานานการทำงานของครูอยู่ในสายตาผู้คน
ลูกจ้างหรือเจ้าหน้าที่ที่ช่วยในงาน
กลุ่มหนึ่งเป็นเด็กที่เติบโตจากเรา
แต่เราไม่ได้มีนโยบายให้เด็กที่โตจากเราเรียนหนังสือ ทำงานกับเรา
เราคงมีรายได้ให้เค้าไม่สมบูรณ์ แต่จะมีบางคนที่เค้ามีปัญหาบ้างอย่างที่ไม่สามารถทำงานข้างนอก
ก็ให้มาช่วยงานในบ้าน อีกกลุ่มก็เป็นกลุ่มเจ้าหน้าที่ คุณครูด้านงานฝีมือ
ด้านงานอาชีพ กลุ่มที่เป็นฝ่ายธุรการ ดูแลเรื่องอาหาร เรื่องในบ้านต่างๆ
10 คนเป็นครู 4 เป็นเจ้าหน้าที่บริการ 6 จะเป็น 2 ผลัด
เด็กที่เรียนที่ไม่มีพ่อแม่ก็มีให้อยู่ที่นี่
บ้านก็จะแบ่งกัน
จะมีทั้งเด็กหญิง เด็กชาย เด็กเล็กเด็กโต ที่นี้จะเป็นเด็กที่เป็นผู้ชายที่ไม่มีครอบครัว
อาจเป็นช่วงอายุ 6-18 ปี เด็กนี้มีญาติ พี่ป้าน้าอา ตอนกลางคืนก็ให้ไปนอนกับเค้า
หรือเด็กอีกกลุ่มหนึ่งเป็นเด็กผู้หญิง ซึ่ง ก็ไม่มีญาติพี่น้อง
แต่เราไม่ได้ให้นักเรียนนอนรวมกันในนี้ แต่เราจะหาบ้านเช่าให้
บ้านเช่าหรือแฟลต
สถานที่เรียน
แบ่งเรียนอย่างไร
เมื่อเล็กๆ ก่อนวัยเรียน
เด็กอนุบาลจะเรียนที่บ้าน จะสอนเอง โดยพี่รุ่นโต ที่ไม่สามารถไปทำงาน
สอนน้อง เด็กที่เข้าประถม 1-3 ก็จะเป็นโรงเรียนกรุงเทพฯ จนจบ
ป. 6 เด็กจะเริ่มสอบเข้าโรงเรียนสามัญ ก็คือ ม. 3 เรียนดี
ก็เรียน ม. 4 - ม. 6 ไป หลังจากนั้นก็สอบเข้าอาชีวะต่างๆที่จบก็เรียนราชภัฎต่างๆ
กลุ่มที่เรียนไม่ไหวก็เรียนสารพัดช่าง ก็ทำงาน
กิจกรรมของนักเรียนที่ที่สำคัญมีอะไรบ้าง
กิจกรรมงานประดิษฐ์
งานฝีมือ ซึ่งจะเป็นอาชีพให้เด็กได้ อีกส่วนหนึ่งจะเป็นงานที่มีบุคคลภายนอกมาสอน
ส่วนใหญ่จะเป็นงานศิลปะต่างๆ งานประดิษฐ์ งานวาดภาพ
เด็กไปติดต่ออย่างไร
เด็กจะมาขอความช่วยเหลือ
ญาติพี่น้องของเด็ก จะเป็นฝ่ายที่มาขอความช่วยเหลือ
เขารู้เรื่องราวชีวิตเขา
ทราบ เพราะบางคนรู้เรื่องราวบ้างแล้ว
มาได้รับฟังจากการบอกเล่า เขาไม่รู้เลย เค้าคงอยากรู้เลย เค้าคงอยากรู้ว่าเป็นอย่างไร
เค้าก็คงพยายามคุยกับถามกันเพราะพวกนี้ก็กลุ่มกรรมการ ที่มาจากจังหวัดเดียวกันนี้ก็เยอะ
ความช่วยเหลือจากทางรัฐและเอกชน
ทางรัฐบาล เราจดทะเบียนไว้กับกรมประชาสงเคราะห์
ความถูกต้องในการเลี้ยงดูเด็กจดทะเบียนตามระเบียบ การช่วยเหลือของเค้าก็คือ
ให้อาหารเสริมมาบ้าง นมผงมาบ้าง สื่อการสอนบ้าง แค่นั้น ทุนทรัพย์อะไรไม่มี
แต่ราชการไม่มีเลย คงไม่มี แต่อาจมีบางคนทำงานราชการ มาเป็นส่วนตัวของเค้า
ถ้าเป็นจากหน่วยงานโดยตรง คงไม่มีเลย
ครูน้อยมีแนววิธีในการดูแลเด็กอย่างไร
เพราะว่าเด็กมาจากหลากหลาย
อย่างแรกก็คือ ต้องย้อมใจ
ให้เค้ามีความสุขกับการอยู่ร่วมกัน ส่วนใหญ่ก็ด้วยความรัก
ความใกล้ชิด ความเป็นกันเอง กับเค้าไม่ว่าจะเป็นจากครู จากเจ้าหน้าที่
เมื่อเค้าอยู่ได้ เค้ามีความสุขต่อการอยู่ร่วมกันกับเราแล้ว
การศึกษา การสั่งสอนก็จะตามมา แต่พวกนี้ความรักเป็นสิ่งใหญ่ที่เค้าต้องการ
ครูน้อยพูดแนะนำอะไร
หรือเป็นประโยชน์ที่จะเอาไปทำ Web site ซึ่งอยากแสดงให้คนอื่น
ประชาชนคนไทย หรือสังคมไทยได้รับรู้ว่า คือ ยังไม่มีโครงการ
มีอะไรของบ้านครูน้อยที่ยังเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติให้เค้าเล็งเห็นความสำคัญตรงน
ี้มากน้อยขนาดไหน
ในบ้านเรามีคนอีกจำนวนมากที่ประสบปัญหาต่างๆ
อยู่อย่างยากลำบาก ขาดโอกาสต่างๆ หรือว่าเด็ก ซึ่งปกติก็จะเคว้งคว้าง
จุดจบของเค้า ถ้าไม่มีใคร ให้ความช่วยเหลือ คือ ส่วนมากจะไปในทางที่ไม่ดี
เพราะว่าไม่รู้จะดิ้นรนต่อสู้อย่างไร เค้าเป็นสภาพแบบนี้มาตั้งแต่สภาพครอบครัว
ตั้งแต่เกิด เค้าทีแต่พวกเราซึ่งพอมีกำลัง หรือ อย่างน้อยๆ
มีกำลังน้อยๆ แต่มีน้ำใจ โอบเอื้อ หรือว่า ร่วมช่วยกันในการให้ความรัก
พยายามจูงเค้าขึ้นมาสู่ชีวิตที่มีโอกาสบ้าง ครูว่าตรงนี้เป็นสิ่งที่ผู้คน
มนุษย์เราจะต้องร่วมมือกัน เพื่อความสุขของทุกๆ คน หรือของความอยู่รอด
หรือความสดชื่นในการเป็นในการอยู่ร่วมกันของมนุษย์
จนมาถึงปัจจุบันนี้
ว่าการทำโครงการของบ้านครูน้อย คิดว่า ประสบความสำเร็จหรือยัง
ครูคิดว่าประสบความสำเร็จในความสุขที่ครูได้รับ
สำหรับเด็กมันยังไม่ถึงดวงดาวกันทุกคน แต่เราก็เชื่อแน่ว่า
ความอดยาก ความขาดโอกาส ทุกสิ่งทุกอย่างของเค้า เราได้ช่วยเค้าได้สมบูรณ์
ถึงแม้ไม่ได้ 100% แต่เค้าได้พ้นสภาวะวิกฤตแห่งชีวิตเค้ามาระยะหนึ่ง
แต่เราพร้อมที่จะช่วย แต่ว่าเด็กทุกคนไม่สามารถจะเป็นไปอย่างที่เราคิดได้
หรือเราก็ไม่สามารถจะผ่าหัวใจเด็กเข้ามาในสิ่งที่ดีงามทั้งหมด
เด็กบางคนก็ยังโคจรไปตามวิถีของเค้า แต่เราพยายาม พยายามทุกอย่าง
ดึงเค้ากลับมาสู่การเป็นคนดีของสังคม
ถ้าสื่อตรงนี้
web site นี้ได้เกิดมีจำนวนเด็กจำนวนหนึ่งที่เค้ามีความลำบากตรงนี้
แล้วเค้าสนใจที่จะมาอยู่กับบ้านครูน้อย น้องเค้าจะต้องเป็นอย่างไร
หรืออะไร ประเภทไหนที่เค้าสามารถมาอยู่บ้านได้
ต้องคุยกันก่อน ถึงปัญหาของเค้า
เราพร้อมที่จะช่วยเค้า แต่ไม่ได้ช่วย โดยการนำมาอยู่บ้านทุกคน
ช่วยที่จะเสนอแนะแนวทางชีวิต ช่วยในสิ่งที่เค้าขาดไปที่สามารถช่วยได้
เพราะ เราไม่ใช่เด็กของเราที่เราช่วยเหลือ เรายังมีเด็กอีกจำนวนมากที่เราช่วยเหลือขณะนี้
คือ เป็นเด็กนอกบ้าน
ค่าใช้จ่ายที่บ้านครูน้อย
มีอะไรที่คิดว่าสำคัญที่คิดว่าจำเป็น
สำคัญอันดับหนึ่งเรื่อง
เงิน เพราะว่า ทุกๆ อย่างต้องใช้เงิน โดย เฉพาะการศึกษาของเด็ก
เช้าขึ้นมาเด็กไปโรงเรียนกัน ขณะนี้ 98 คน เช้าหนึ่ง 3,010
บาท เฉพาะค่าไปโรงเรียนอย่างเดียว รวมค่าอาหาร สิ่งจำเป็นต้องซื้อ
เมื่อเด็กเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นเงินทั้งสิ้น แต่เราก็ยินดีรับของต่างๆ
จะเป็นอาหารแห้ง เสื้อผ้า ของใช้ของเด็ก เครื่องใช้ในบ้านอะไรต่างๆ
เราก็ยินดีรับ เพราะทุกอย่างก็ยังเกิดประโยชน์ต่อเด็กๆ ครูเองไม่ใช่มีเด็กที่นี้ที่ดูแล
ครูยังมีเด็กจังหวัดหลายจังหวัด ซึ่งเค้าทุคนก็รอคอยจะได้รับของจากเรา
ได้รับความช่วยเหลือจากเรา
ไม่ทราบว่านอกจากที่กรุงเทพฯ
ในต่างจังหวัดมีศูนย์ที่เผื่อว่ามีคนต่างจังหวัดเค้าสนใจ ที่จะบริจาค
เค้าไม่สามารถจะมากรุงเทพฯ ได้เค้าจะติดต่อ
ต่างจังหวัดที่พูดถึงไม่ใช่ศูนย์ของเรา
แต่เราทราบว่า จุดนี้เป็นจุดที่เค้าลำบากอย่าง มูลนิธิสิธาสินีของครูติ๋ง
ดูแลเด็กเกี่ยวกับติดเชื้อ ดูแลเด็กที่ติดยา เขาจะมีชีวิตอย่างลำบาก
เราก็จะเป็นคนที่ดูแลเค้าตลอด โรงเรียนหลายๆ โรง ที่เราต้องช่วยเหลือเค้า
โรงเรียนศรีนาถสยาม ที่ราชบุรี โรงเรียนศรีวรา หมู่บ้านทุรกรรม
รร.ห้วยน้ำใส โรงเรียนพวกนี้เป็นโรงเรียนที่เรานำสิ่งของไปให้ทั้งสิ้น
และเค้าก็เป็นโรงเรียนหรือเด็กที่อยู่อย่างลำบาก เพราะว่า
ขาดแคลน บางคนไม่ทราบเรื่อง หรือทราบเรื่องไปไม่ได้อยู่ไกล
เพราะนั้นของทุกอย่าง เมื่อมาบ้านครูน้อย เราก็จะกระจายไปทั่ว
กิจกรรมที่สอนภาษาอังกฤษ
มีอย่างอื่นด้วยไหม
สอนภาษาอังกฤษ สอนศิลปะ
ดนตรี ก็จะเป็นกลุ่มอาสาสมัครทั้งสิ้น สอนกีตาร์ คอมพิวเตอร์
ก็มีการสอนกัน ช่วงปิดภาคเราก็จะมีงานอย่างนี้เยอะ ธรรมดาเด็กจะมีเวลาน้อย
พอกลับจากโรงเรียนก็ 4 โมงแล้ว จะมีมากมั่งน้อยบ้าง ยามใดเด็กที่พักกับครอบครัว
ครอบครัวมีความจำเป็น ทำงานไกล เด็กก็จะมาพักนอนที่นี่กัน
เด็กชาย ส่วนเด็กหญิงจะมานอนที่นี่ไม่ได้ ต้องแยกออกไปอีกส่วนหนึ่ง
เด็กที่เค้าอยู่ที่นี่เค้าเป็นอย่างไร
โดยตรงเค้าจะมีความสุขดี
แต่ในชีวิตของเด็ก พฤติกรรมของเด็ก ก็ยังมีที่ก้าวร้าว เด็กที่ดื้อ
ที่พูดปด ก็สารพัดแบบ มีหลายๆ อย่าง เมื่อเรารู้ เราก็พยายามที่จะปรามเขา
เรียกเค้า เตือนเค้า จากหนักจะกลายเป็นเบา เด็กเรายอมรับว่า
เด็กคงมีพฤติกรรมหลายหลาย โดยเฉพาะเด็กที่มาจากการถูกทอดทิ้ง
ขาดการเลี้ยงดูตั้งแต่แรก หรือเด็กที่ซึมซับพฤติกรรมต่างๆ
ที่เค้าเห็นจากครอบครัว ความรุนแรงที่พ่อทำกับเค้า ทำกับแม่
โดยเฉพาะกับกลุ่มที่พ่อติดยา แน่นอนมันจะซึมซับมาถึงลูก เด็กใจร้อน
เด็กจะกดดัน แบบนี้มีหลากหลาย เจ้าหน้าที่ทุกคนในบ้านที่ต้องใจเย็นพอ
ต้องเข้าใจเด็กพอ